เมื่อไรจึงจะสงสัยว่าเป็นริดสีดวง
ภาวะหรือโรคริดสีดวง หมายถึง การที่มีความผิดปกติเกิดขึ้นที่ภายในหรือรอบทวารหนัก ซึ่งเป็นผลมาจากการเลื่อน และยืดยาวของเบาะรองในรูทวารหนัก (anal cushion) อาการที่พบ ได้แก่ มีเลือดสดๆออกมาตามหลังอุจจาระ หรือบางรายอาจออกมาก่อนอุจจาระและขณะอุจจาระได้ มีก้อนยื่นออกจากทวารหนักขณะถ่ายอุจจาระ หรือมีก้อนเนื้อที่ขอบทวารหนัก เจ็บปวดทวารหนัก คันรอบๆขอบทวารหนัก อย่างไรก็ตามอาการเหล่านี้ก็อาจมาจากสาเหตุอื่นทั้งที่ไม่ร้ายแรง หรือเป็นโรคที่ร้ายแรงก็ได้ จึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อให้ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป
กลไกการเกิดริดสีดวง
ก่อนที่จะพูดถึงกลไกการเกิดเราต้องทราบลักษณะทั่วๆ ไปของทวารหนักก่อน ดังนี้
ทวารหนักเป็นส่วนที่ต่อมาจากลำไส้ใหญ่ส่วนที่เรียกว่าลำไส้ตรง (rectum) โดยระยะจากด้านบนถึงขอบทวารหนักมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตร ซึ่งจะถูกแบ่งครึ่งโดยแนวเส้นรอบวงที่เรียกว่า เส้นเด็นเตท (dentate line) ส่วนที่อยู่เหนือแนวเส้นนี้ (เรียกว่า รูทวารหนัก = anal canal) จะไม่มีเส้นประสาทรับความเจ็บปวดแบบที่ตามผิวหนังมี จะมีเพียงการรู้สึกปวดหน่วงๆ เหมือนปวดถ่ายอุจจาระ (ถ้ามีการบาดเจ็บหรือเป็นแผลบริเวณนี้) ส่วนที่อยู่ใต้ต่อแนวเส้นเด็นเตทจะมีเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนผิวหนังทั่วๆไป เวลามีแผลหรือเกิดการบาดเจ็บก็จะปวดมาก ในบริเวณรูทวารหนัก (ส่วนที่อยู่เหนือเส้นเด็นเตท) ที่ผนังจะมีก้อนนูนออกมาเป็นระยะโดยรอบเรียกว่า เบาะรอง (cushion) โดยเบาะรองนี้จะประกอบไปด้วยกลุ่มของเส้นเลือด และกล้ามเนื้อที่ต่อไปกับกล้ามเนื้อหูรูดของทวารหนัก โดยกลุ่มเส้นเลือดนี้จะถูกคลุมด้วยเยื่อบุทวารหนัก ในส่วนของขอบทวารหนักก็มีกลุ่มเส้นเลือดใต้ผิวหนังเช่นกัน
เบาะรองนี้จะทำหน้าที่ 2 อย่างสำคัญ คือ
- ในขณะถ่ายเมื่ออุจจาระถูกเบ่งลงมาจากด้านบนรูทวารหนักจะขยายออก เบาะรองก็จะถูกยืดออกในแนวกว้าง เพื่อเพิ่มความกว้างของรูทวารหนักทำให้อุจจาระก้อนใหญ่ออกมาได้โดยที่ไม่มีการฉีกขาดของเยื่อบุทวารหนัก
- ในภาวะที่ไม่ได้ถ่ายอุจจาระ หรือขณะหลับ โดยปกติกล้ามเนื้อหูรูดจะหดตัวอยู่ตลอดโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว แต่การหดนี้จะทำให้รูทวารหนักแคบลงซึ่งยังไม่มิด มีช่องว่างอยู่ได้มากถึง 7-8 มิลลิเมตร ซึ่งช่องว่างนี้จะถูกปิดโดยหมอนรองได้พอดีทำให้ไม่มีอุจจาระเหลวเล็ดลอดออกมา
การเกิดริดสีดวงนั้นเกิดจากการยืดของหมอนรองในแนวยาวหรือแนวดิ่งลงมา ซึ่งเกิดจากการที่มีแรงเบ่งมากๆ นานๆ (พบบ่อยในคนท้องผูก) เมื่อยืดมากๆ ก็ทำให้เยื่อบุทวารหนักบางลงฉีกขาดง่ายมีเลือดออก และยืดจนออกมาให้เห็นหรือคลำได้ที่ปากทวารหนักเราเรียกภาวะแบบนี้ว่า ริดสีดวงทวารหนักชนิดภายใน หรือ internal hemorrhoid นอกจากนี้การยืดของเบาะรองลงมา ก็อาจจะมีการเบียดกลุ่มเส้นเลือดที่ขอบทวารหนักทำให้มีการโป่งพองที่ขอบเป็นก้อน และมีการอุดตันของกลุ่มเส้นเลือดใต้ผิวหนังซึ่งจะมีอาการปวดมาก เราเรียกภาวะนี้ว่า ริดสีดวงทวารหนักชนิดภายนอก (อุดตัน) หรือ thrombosed external hemorrhoid
ปัจจัยที่ทำให้เกิดริดสีดวง
- ท้องผูกเรื้อรัง
- ท้องเสีย หรือถ่ายอุจจาระวันละหลายครั้ง
- อุปนิสัยชอบนั่งเบ่งอุจจาระมากๆ หรือนั่งถ่ายอุจจาระนานๆ
- ใช้ยาสวนอุจจาระหรือยาระบายเป็นประจำ
- หญิงตั้งครรภ์จะมีความดันในช่องท้องสูง เลือดจากบริเวณทวารหนักไหลกลับไม่สะดวก
- ความชรา ทำให้เนื้อเยื่อหย่อนยาน
- มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นริดสีดวงทวาร
- ภาวะตับแข็ง
การรักษาริดสีดวง ขึ้นอยู่กับ
- ชนิดของริดสีดวงว่าเป็นแบบภายนอกหรือภายใน
- ความรุนแรงหรือระยะของโรค
การรักษาริดสีดวงชนิดภายนอก
โดยปกติการดำเนินโรคของริดสีดวงชนิดภายนอกนั้น จะมีอาการปวดมากใน 3 วันแรกหลังจากนั้นจะค่อยๆ ลดลงใน 1 สัปดาห์ และก้อนก็จะค่อยๆ ยุบลงหรือแตกออกแล้วยุบไปเอง อาจเหลือร่องรอยเป็นติ่งเนื้อนูนเล็กๆ ที่ขอบทวารหนัก ดังนั้นการรักษาส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดยกเว้นกรณี ดังต่อไปนี้
- ปวดมากและต้องการให้บรรเทาปวดอย่างรวดเร็ว
- ก้อนใหญ่มากต้องการให้ยุบหายโดยเร็ว
การผ่าตัดก็ทำเพียงแค่การกรีดผิวหนังเอาลิ่มเลือดออก หรือตัดก้อนออกในบางรายเท่านั้น อย่างไรก็ตามเราพบว่ามีหลายรายที่มีอาการแสดงของริดสีดวงทวารหนักชนิดภายในร่วมด้วยในกลุ่มนี้ก็ควรได้รับการผ่าตัดไปพร้อมกัน กรณีที่ไม่มีอาการของริดสีดวงทวารหนักชนิดภายใน แต่ก็มักจะมีริดสีดวงชนิดภายในอยู่ซึ่งอาจเป็นระยะแรกๆ เมื่อชนิดภายนอกดีขึ้นมากแล้วควรกลับมารับการตรวจริดสีดวงชนิดภายในอีกครั้ง (ช่วงแรกจะไม่ได้ส่องตรวจในทวารหนักเนื่องจากมักจะปวดมากอยู่) เพื่อทำการรักษาต่อไป
การรักษาริดสีดวงชนิดภายใน ริดสีดวงภายในแบ่งเป็น 4 ระยะ
ระยะที่ 1 จะไม่มีก้อน มีเพียงอาการเลือดออกเท่านั้น รักษาโดยการไม่ผ่าตัด
ระยะที่ 2 จะมีอาการเลือดออกหรือมีก้อนนูนที่ทวารหนักเวลาถ่ายและหดกลับได้เอง ส่วนใหญ่ก็รักษาด้วยวิธีไม่ผ่าตัดได้
ระยะที่ 3 และ 4 จะมีก้อนยื่นออกมาจากทวารหนัก ช่วงแรกอาจดันเข้าได้ระยะหลังก็จะไม่สามารถดันเข้าได้ เกิดการอุดตันของเส้นเลือดในกลุ่มนี้ต้องได้รับการผ่าตัด
วิธีการรักษาแบบไม่ผ่าตัด มีหลายวิธี บางครั้งต้องใช้ร่วมกัน
- การใช้ยากินยาทาหรือยาเหน็บมักใช้เป็นหลักในระยะแรก และอาจใช้ร่วมกับวิธอื่นในระยะที่ 2-4
- แช่ก้นในน้ำอุ่นเช้า เย็น และหลังถ่ายอุจจาระ ใช้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นในทุกระยะ
- การใช้ยาระบายควรใช้ยาในกลุ่มที่ทำให้อุจจาระเป็นก้อนนุ่ม ลื่น
- การฉีดหัวริดสีดวง ใช้ในรายที่เป็นระยะแรกๆ ที่มีอาการเลือดออก
- การยิงยางรัดหัวริดสีดวงทวารหนัก ใช้ได้กับระยะที่ 2 หรือ 3 ที่ขนาดไม่ใหญ่มากเท่านั้น หลังจากรัดแล้วจะฝ่อหลุดไปเองใน 1-2 สัปดาห์
- การจี้หัวริดสีดวงทวารหนักใช้ได้กับระยะแรกๆ
วิธีที่ 4-6 ส่วนใหญ่จะมีอาการปวดหน่วงๆ เหมือนปวดถ่ายอุจจาระประมาณ 1-3 วัน บางรายอาจถึง 1 สัปดาห์
วิธีการรักษาโดยการผ่าตัด ในปัจจุบันนิยมทำกัน 2 แบบ
การตัดหัวริดสีดวงออกแบบดั้งเดิม ซึ่งการตัดแบบนี้ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดเวลาถ่ายอุจจาระหลังผ่าตัดเนื่องจากการผ่าตัดจะมีการตัดเนื้อเยื่อที่อยู่ต่ำกว่าเส้นเด็นเตทด้วย แต่ก็มีข้อดีคือสามารถทำได้ในทุกระยะที่จำเป็นต้องผ่าตัด ซึ่งในปัจจุบันก็มีเครื่องมือใหม่ๆ ในการห้ามเลือด (Ligasure) ช่วยให้การผ่าตัดทำได้ง่ายขึ้นมาก เจ็บน้อยลง ระยะเวลาผ่าตัดสั้นลง และโดยการหลีกเลี่ยงการตัดเนื้อเยื่อที่ต่ำกว่าเส้นเด็นเตทก็จะทำให้ปวดน้อยลงเช่นกัน
การใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตโนมัติ มีข้อดีคือ เป็นการตัดส่วนของเบาะรองเฉพาะส่วนที่ยืดยาวเกินเท่านั้น โดยการใช้เครื่องมือดันกลับให้เข้าที่ แล้วใช้เครื่องมือตัดเย็บอัตมัติทำการตัดเย็บที่ระดับสูงกว่าเส้นเด็นเตทจึงไม่ค่อยปวดเหมือนกับแบบดั้งเดิม ไม่ต้องยุ่งยากในการดูแลแผลหลังผ่าตัด
- ระยะเวลาพักฟื้นสั้นกว่าเดิม
- ระยะเวลาในการผ่าตัดสั้นลง
แต่ก็มีข้อจำกัดในกรณีที่เป็นมากๆ เช่นในระยะที่ 4 ที่มีการอุดตันของเส้นเลือดแล้ว หรือมีแผลบนหัวริดสีดวง หรือก้อนใหญ่มาก ไม่สามารถดันกลับได้หมด ซึ่งต้องใช้วิธีตัดแบบธรรมดาร่วมด้วยก็จะมีอาการเจ็บปวดไม่แตกต่างจากการตัดแบบดั้งเดิม และเสียค่าใช้จ่ายสูง
การเลือกวิธีผ่าตัดที่เหมาะสมในแต่ละรายนั้นควรให้ศัลยแพทย์ช่วยพิจารณา และอธิบายในรายละเอียดให้ท่านทราบเนื่องจากลักษณะโรคของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
วิธีการให้ยาระงับความรู้สึกทำได้ 3 วิธี คือ
- การฉีดยาชาเฉพาะที่ มีข้อดีคือ ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีอื่นมาก และอาจจะกลับบ้านได้เลย
- การให้ยาชาที่หลัง (Spinal block, Epidural block)
- การดมยา (General Anesthesia)
ทั้งสองวิธีหลังนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า การเลือกวิธีใดนั้นศัลยแพทย์และวิสัญญีแพทย์จะให้คำแนะนำตามความเหมาะสม